Powered By Blogger

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

10 พลังพิเศษของมนุษย์อันน่าอัศจรรย์



10 รายการต่อไปนี้คือพลังวิเศษของมนุษย์ที่เราได้ยินบ่อยครั้ง เรื่องที่มนุษย์ธรรมดามีพลังเหนือธรรมชาติหรือพลังลึกลับอะไรบางอย่างอยู่ในร่างกายมนุษย์ ที่แปลกประหลาดไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ จนถึงปัจจุบันก็ไม่สามารถหาคำตอบเหล่านี้ได้ และพลังวิเศษดังกล่าวถูกนำมาใช้ในจินตนาการในสื่อต่างๆ มากมาย


10. Shamanism
  
ชาแมนเป็นความเชื่อในเกี่ยวกับเรื่องหมอผีหรือคนทรงเจ้า ที่มีความสามารถในทางวิญญาณ โดยเชื่อว่ามนุษย์ที่เป็นหมอผีนั้นเป็นตัวสื่อสารกับวิญญาณของอีกโลกหนึ่ง โดยทั่วโลกมักมีหมอผีเหล่านี้มากมาย โดยมีชื่อเรียกหลายอย่างตามลักษณะของความสามารถ และประเทศ เช่น คนทรง มิโกะ องเมียว พ่อมด แม่มด โดยหมอผีนั้นจะเป็นผู้ประกอบอาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและมีพลังจิตสูงที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ อาจจะเป็นการให้วิญญาณเข้าสิง หรือให้วิญญาณชี้นำ โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆ นาๆ เช่น เพื่อให้วิญญาณสื่อสารกับญาติผู้ตายหรือคนที่รัก หรือจะเป็นการรักษาอาการเจ็บป่วย สามารถควบคุมสภาพอากาศ คาถาสาปแช่ง สามารถเดินทางได้ในโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ นรก และ สวรรค์ ฯลฯ



9. Psychic Surgeons
  
หมอศัลยกรรมพลังจิต เป็นหมอศัลยกรรมที่ทำการผ่าตัดโดยใช้เพียงมือเปล่าผ่าตัดผู้ป่วย โดยหมอจะเอามือเจาะเข้าไปร่างกายของผู้ป่วยล้วงที่สิ่งที่เป็นพยาธิสภาพ(วัตถุอินทริย์ในรูปของก้อนเนื้อร้ายหรือไม่ก็ของแปลกๆ อย่าง ของเหลวสีน้ำตาล)ในร่างผู้ป่วยออกมา แต่ที่มหัศจรรย์คือผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยและเลือดไหลไม่มาก(ซึ่งปกติแล้วเลือดน่าจะทะลักจนผู้ป่วยหมดสติ) เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จสิ้นจะไม่ปรากฏบาดแผลและแผนเป็นผ่าตัดในตัวผู้ป่วยแต่อย่างใด หมอศัลยกรรมพลังจิต พบมากในประเทศบราซิลและฟิลิปปินส์ในช่วง 1900 ที่ส่วนใหญ่เชื่อเรื่องภูตผี โดยผู้ป่วยจะมีความรู้สึกหรือเชิงลบต่อโรคและอาการเจ็บป่วย และเชื่อว่าตนถูกวิญญาณร้ายเข้าสิ่งโดยกลายเป็นวัตถุเหมือนแก้ว ทำให้หลายคนเชื่อเป็นเป็นปฏิกิริยาของยาหลอกมากกว่า ในโลกตะวันตกไม่ยอมรับวิธีการรักษาดังกล่าวและถูกตั้งว่าเป็นเรื่องหลอกลวงทางการแพทย์ ส่วนสมาคมโรคมะเร็งอเมริการะบุว่าการไม่มีหลักฐานว่าผ่าตัดพลังจิตดังกล่าวมีประโยชน์ใดๆ ในทางแพทย์อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยละเลยต่อความช่วยเหลือต่อแพทย์สมัยใหม่และทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงของผู้ป่วย
(คลิปข้างล่างที่เอามาให้ดูสยองนิดๆ หน่อยๆ) http://www.youtube.com/watch?v=sxMGxz6-oTs



8. Spontaneous Human Combustion
  
Spontaneous human combustion (SHC)หรือ"ปรากฏการณ์เผาไหม้ร่างมนุษย์" นี้หมายถึงการที่ร่างกายมนุษย์เกิดการลุกไหม้ขึ้นโดยไม่มีเชื้อไฟ โดยจู่ๆ ไฟก็ลุกท่วมตัวโดยไฟไหม้จากภายในร่างของมนุษย์ไม่ใช่ไหม้จากภายนอก จนร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายถูกเผาไหม้ไปเกือบจะเป็นเถ้าถ่านหมดจด แต่กระนั้นก็ส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ไม่ถูกเผาไหม้เช่น มือ เท้า หรือเสื้อผ้า หลายร้อยรายที่เกิดปรากฏการณ์นี้ จะมีรูปแบบคล้ายๆ กันคือ โดยที่ตัวผู้เคราะห์ร้ายมักจะอยู่ในเคหะสถาน และบางครั้งจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมๆ ของควันในห้องที่เกิดเหตุ กรณีที่มีชื่อเสียงในปรากฏการณ์ดังกล่าวมีมากมาย เช่นกรณีของแมรี่ รีเซอร์  ,จีนนี่ แซฟฟิน ส่วนสาเหตุของปรากฏการณ์ ก็มีการสันนิษฐานไว้หลายอย่าง โดยเชื่อว่าในร่างกายคนเราก็มีไขมัน ที่ทำหน้าที่เป็นวัตถุที่ติดไฟได้  หรือว่าร่างกายเรามีก๊าซชนิดหนึ่งที่เรียกว่าก๊าซมีเธนในลำไส้ที่ทำปฏิกิริยาบางอย่างทำให้ลุกติดไฟ แต่กระนั้นปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว



7. Fire Immunity and Fire Starter
  
พูดถึงไฟก็ต้องนึกถึงความร้อน และก็เป็นการบ้ามากที่มนุษย์จะสามารถสัมผัสไฟได้เป็นเวลาโดยไม่ใช้ชุดป้องกันความร้อน แต่กระนั้นก็มีมนุษย์บางจำพวกที่เรียกว่ามี “ภูมิต้านทานความร้อน” ที่สามารถสัมผัสไฟได้โดยไม่รู้สึกเจ็บแสบปวดร้อนใดๆ และผิวหนังไม่ไหม้หรือเป็นแผลพุพอง เช่นกรณีของนาธาน โคเกอร์ เป็นช่างตีเหล็กในรัฐแมรี่แลนด์ที่สามารถยืนอยู่ในโลหะร้อนๆ หรือสามารถถือถ่านหินร้อนๆ ได้อย่างสบายแต่ที่ผิวไม่ไหม้(บ้านเรามีคนแบบนี้เพียบ)
นอกจากนี้ก็ยังมีมนุษย์อีกจำพวกที่สามารถควบคุมพลังไฟได้ เช่นกรณีของเอ. วิลเลี่ยม อันเดอร์วู้ดที่เขามีพลังประหลาดสามารถทำให้วัตถุติดไฟโดยใช้ลมหายใจรดก็ได้ นอกจากนี้หากถูสิ่งของที่ติดไฟง่าย เช่นผ้าเช็ดหน้าเมื่อเขาถูด้วยแรงมือในขณะที่เขาหายใจรด ผ้าเช็ดหน้าลุกเป็นไฟและหายไป โดยเรื่องของเขากลับเชื่อว่าเป็นเรื่องหลอกลวง เพราะเขาอาจซ่อนแผ่นเหล็กฟอสฟอรัสเล็กๆ ในปากและแอบถ่มน้ำลายบนผ้าเช็ดหน้า และเมื่อความร้อนจากลมหายใจและมือที่ถูก็ช่วยให้ฟอสฟอรัสติดไฟดังกล่าวได้

                6. Dowsing
  
ไม้เท้าดาวน์ เป็นการทำนายที่มีวัตถุประสงค์ในการหา แหล่งน้ำ สายแร่ทองคำ โลหะ อัญมณี โดยใช้ลวดทองแดง ทองเหลืองหรือโลหะ มาตัดแล้ว หักเป็นรูปตัวเอ(หรือรูปต่างๆ เช่น Y หรือ L) วิธีการใช้ คือต้องกำในมือ หลวมๆ หรือ ไม่ก็หาหลอดมาใส่ไว้เพื่อให้มันเคลื่อนตัวได้สะดวก กำไว้ในมือแขนทั้งสองให้ขนานกับพื้นผิวโลก แล้วกำหนดจิตคิดถึงสิ่งที่ต้องการจะหาไว้ในใจและเป็นสมาธิ จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ถ้าพยายามสังเกตไม้เท้าทำปฏิกิริยากับสิ่งที่ต้องการจะหา โดยมันจะชี้หรือจำกัดวงแคบๆ ในสิ่งที่ต้องการหาได้ ซึ่งถ้าใช้โดยผู้ชำนาญ และมีจิตสัมผัสที่ไวแล้วจะมีความแม่นยำสูง ส่วนสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์นี้ยังคงลึกลับ แต่สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กโลกและพลังงานต่างๆ ดึงดูดทำปฏิกิริยากับลวด แล้วแปลเป็นคำตอบต่างๆ โดยตอนแรกเกิดในประเทศเยอรมัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในการใช้มันหาโลหะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในสมัยนั้นและเผยแพร่มาถึงอเมริกา ในยุคตื่นเหมืองทอง แต่ต่อมา ด้วยการที่หาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จึงทำให้ไม้เท้าดาวน์ เป็นการลวงโลก จึงขาดความน่าเชื่อถือไป และถูกลืมไป


5. Bioelectricity
  
แม่เหล็กไฟฟ้าชีวภาพ หมายถึงพลังงานไฟฟ้า พลังงานแม่เหล็ก หรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยสัตว์บางชนิดมีอวัยวะรับความรู้สึกจากไฟฟ้า นกอพยพถิ่นฐานเชื่อว่ามีอวัยวะในการหาเส้นทางโดยอ้างอิงจากสนามแม่เหล็กโลก ฉลามมีปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียงมากกว่ามนุษย์ ปลาไหลไฟฟ้าก็สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าที่รุนแรงออกมาจากร่างกายของมัน
และหากมนุษย์มีพลังไฟฟ้าแบบนี้ล่ะจะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนคุณอาจเคยเห็นคลิปยูธูปเกี่ยวกับเรื่องนี้มามากมาย เกี่ยวกับมนุษย์ที่ใช้พลังไฟฟ้าหลายอย่าง ในศตวรรษที่ 19 มีหลายกรณีที่มีหลายคนอ้างว่า ตนเองสามารถบังคับใช้ไฟฟ้าแปลกๆ บนวัตถุรอบๆ พวกเขาได้ บางคนจะมีปฏิกิริยาแพ้เทคโนโลยีมีปฏิกริยาสนามพลังไฟฟ้าผิดปกติซึ่งหากยืนจำพวกหลอดไฟที่ส่องสว่างฟิวส์จะขาดทันที นอกจากนี้ยังมีบางคนสามารถควบคุมพลังไฟฟ้าในร่างกายสามารถช็อคทำร้ายคนได้ และบางคนที่เป็นมนุษย์แม่เหล็กที่มี พลังเหนือธรรมชาติ โดยสามารถนำโลหะมาติดตามตัวได้ราวกับมีพลังแม่เหล็กที่ผิวหนัง ซึ่งมีมีอยู่หลายคนที่มีพลังนี้ เช่นลิ่ว โธ ลิน อดีตคนงานก่อสร้าง ในมาเลเซีย สามารถน้ำแผ่นเหล็กมาติดที่ตัวและใช้แรงแม่เหล็กลากรถยนต์ที่หนักกว่า 1 ตันได้(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)


4.Bioluminescence
  
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X2494283/X2494283.html
หลายคนคงเคยเห็นภาพสิ่งมีชีวิตเรืองแสง แต่คนเรืองแสงนั้นยังเป็นเรื่องปริศนาของใครหลายๆ คน และที่น่าแปลกคือกรณีคนเรืองแสงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วย อย่างกรณีของนางแอนนา โมนาโร ชาวอิตาลีใน เป็นผู้ป่วยด้วยโรคหืดเรื้อรัง ได้เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลปิราในปี ปี 1934  น ที่อยู่ตัวเธอก็เรืองแสงสีฟ้าออกมาจากหน้าอกและลำคอของเธอขณะนอนหลับและมันจะหายไปเมื่อนางแอนนาตื่น บรรดาแพทย์ต่างตกตะลึงพยายามตรวจหาความผิดปกติแต่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยอะไรได้เลย
                แม้เรื่องราวมนุษย์เรื่องแสงไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยญี่ปุ่นพบว่า มนุษย์ก็สามารถเรืองแสงได้ จากการวิจัยพบว่ามนุษย์แพร่แสงน้อยกว่าความเข้มในระดับที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ถึง 1,000 เท่า และเรืองแสงมากที่สุดคือในเวลาสี่ทุ่ม และลดลงหลังจากนั้น




3. Levitation
  
คนลอยเป็นความสามารถลึกลับของมนุษย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีหลายกรณีที่มีหลายคนอ้างว่ามีความสามารถทำให้ตัวเองลอยเหนือจากพื้นดินต่อหน้าพยานจำนวนมากได้ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย เช่นกรณีที่มีชื่ออย่าง แดเนียล ดังกลาส ฮิวม์(1833-1886) ที่มีพยานจำนวนได้เห็นเขาสามารถลอยอยู่กลางอากาศ เขาสามารถลอยออกไปนอกหน้าต่างโรงแรมถึง 70 ฟุตและไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้โดยไม่มีเส้นลวดเข้ามาช่วย หรือจะเป็นกรณีของนักบุญโยเซฟ กูเปอร์ติโน นักบุญชาวอิตาลีมีพลังลึกลับทำให้เขาสามารถลอยตัวเหนือ พื้นดินและเหาะบนท้องฟ้าได้ ในบางศาสนาเชื่อว่าการลอยนั้นเป็นการกระทำของวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระเจ้า หรือผีโพลเตอร์ไกสต์ ในศาสนาฮินดูผู้ที่จะลอยตัวได้จะเป็นคนที่มีจิตวิญญาณสูงสุด โดยคนที่ลอยได้มักอ้างว่าตนมีความรู้สึกสบายเหมือนประหนึ่งดวงดาวในขณะลอยตัว  ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์และเชื่อว่าเป็นกลอุบาย ภาพลวงตา มายากล


2. ESP
  
http://www.vcharkarn.com/vblog/34025
ESP ย่อมาจาก Extra Sensory Perception หมายถึง การรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษ ซึ่งโดยมนุษย์จะรับรู้ได้โดยการใช้อวัยวะรับสัมผัสของร่างกาย แต่กระนั้นก็มีมนุษย์บางคนสามารถรู้สิ่งเร้าต่างๆทั้งหลายได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอวัยวะรับสัมผัสใดๆในร่างกายเลย เช่น มีมนุษย์บางคนว่าตนเองสามารใช้โทรจิต ที่สามารถติดต่อสื่อสารโดยการใช้กระแสจิตส่งถึงกัน เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ทำให้ผู้รับสามารถรับรู้สิ่งที่ผู้ส่งต้องการได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย หรือบางคนอ้างว่ามีญาณทิพย์ สามารถรับรู้วัตถุ สิ่งของ บุคคล หรือเหตุการณ์ต่างๆตามที่บุคคลนั้นต้องการโดยไม่ต้องอาศัยอวัยวะรับสัมผัส แต่ใช้ญาณพิเศษในตัวที่ทำให้เห็นภาพในสิ่งที่ต้องการจะเห็นในโนภาพอย่างแจ่มชัดเหมือนดูโทรทัศน์ เช่น ทำกระเป๋าสตางค์ตกหายจะสามารถใช้ญาณพิเศษนี้ตรวจสอบได้ว่าตกอยู่ที่ใดได้ และบางคนอ้างว่าสามารถการล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยไม่จำกัดเวลา ในบางครั้งนับเป็นร้อยๆปี การรับรู้ประเภทนี้ทำให้เกิดการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งการรับรู้เช่นนี้เป็นเรื่องถกเถียงกันมามากเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อพิสูจน์ได้ยาก แต่ก็จะปรากฏขึ้นกับบุคคลหลายๆคนที่แสดงให้เห็นความสามารพิเศษเช่นนี้จึงทำให้ทุกวงการทั้งวงการวิทยาศาสตร์และศาสนาให้ความสนใจเพื่อที่จะพิสูจน์ความจริง




1.Prophecy
  
เรื่องราวของโหรพยากรณ์อย่างนอสตราดามุสยังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน ว่าเขาสามารถทำนายอนาคตอย่างแม่นยำได้อย่างไรทั้งที่เวลาผ่านไปหลายร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นคำทำนายการสวรรคตของพระเจ้าอังรีที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 และ การสิ้นสุดของราชวงศ์วาลัวซ์ แห่งฝรั่งเศส, พยากรณ์การเกิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และ เบนิโต มุสโสลินี รวมไปถึงพยากรณ์การเกิดธรรมชาติวิปริต โลกพิบัติอลเวง ของปรากฏการณ์ เอลนิโญ และ ลานีญาซึ่งคำทำนายเหล่านั้นล้วนถูกต้องอย่างแม่นยำ
แต่กระนั้นในเรื่องที่มนุษย์ที่มีญาณวิเศษสามารถทำนายอนาคตได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีหลายคนอ้างว่ารู้อนาคต ในลักษณะต่างๆ กัน เช่น บางคนฝันเห็นสิ่งที่เกิดในอนาคต บางคนได้ยินเสียงที่เชื่อว่าจากสวรรค์ โดยคนที่เผยแพร่คำทำนายจากวรรค์จะเรียกว่าพระวจนะ โดยคำพยากรณ์ของบุคคลเหล่านี้มักจะทำออกมาเป็นข้อความในหนังสือ โดยขอความต้องตีความไม่ค่อยตรงไปตรงมากนัก ส่วนมากคำทำนายจะเป็นด้านลบมากกว่าด้านบวก เช่น การตายของบุคคลสำคัญของโลก การค้นพบสิ่งใหม่ จุดจบของโลก ซึ่งคำทำนายดังกล่าวมีทั้งรายบุคคลหรือในศาสนาแต่ละศาสนาบนโลก ไม่ว่าจะเป็น พุทธ อิสลาม คริสต์
แต่กระนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนพยายามพิสูจน์ว่าการทำนายดังกล่าวเป็นการหลอกลวงไม่เป็นความจริง อย่างคำทำนายของนอสตราดามุส สามารถตีความได้หลากหลาย เนื้อหาคลุมเครือลึกลับยากต่อการเข้าใจส่งผลทำให้คำทำนายออกมาแล้วแต่คนแปล เป็นต้น

เครดิต: CAMMY

เนื้อหาจัดอันดับจาก
(เนื้อหาบางส่วนจากเว็บวิกิพีเดียไทย-อังกฤษ)

10 รถถังที่ดีที่สุดในโลก

คราวนี้เราจะมาดูอาวุธที่เรียกว่ารถถัง ที่ใช้ในสงคราม มีหลายแบบที่ชนิดเกราะแข็งแกร่งมากจนอาวุธหนักทำลายได้ยาก




10. T-90S (รัสเซีย)

น้ำหนัก: 46.5 ตัน
อาวุธ: ปืนใหญ่ 125 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 550 กม.
ความเร็ว: 60 กม./ชม.






9.Type 99G (จีน)

น้ำหนัก: 54 ตัน
อาวุธ: ปืนใหญ่ 125 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 600 กม.
ความเร็ว: ถ้าวิ่งบนถนนจะได้ระยะทาง 80 กม./ชม. ถ้าวิ่งข้ามประเทศ จะได้ระยะทาง 60 กม./ชม.




8.Leclerc (ฝรั่งเศส)



น้ำหนัก: 56 ตัน
อาวุธ: ปืนใหญ่ 120 ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 550-600 กม.
ความเร็ว: 72 กม./ชม.




7.Type 90 (ญี่ปุ่น)

น้ำหนัก: 50.2 ตัน
อาวุธ: Rheinmetall L44 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 350 กม.
ความเร็ว: 70 กม.






6. K1A1 type 88 (เกาหลีใต้)

น้ำหนัก: 54.5 ตัน
อาวุธ: Rheinmetall L44 (M256) 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 500 กม.
ความเร็ว: 65 กม./ชม.




5. Merkava Mark IV (อิสราเอล)



น้ำหนัก: 65 ตัน 
อาวุธ: Rhinemetall L44 (MG253) 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 500 กม.
ความเร็ว: 70 กม./ชม.




4. K2 Black Panther (เกาหลีใต้)

น้ำหนัก: 55 ตัน
อาวุธ: Rhinemetall L55 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 430 กม.
ความเร็ว: 70 กม./ชม.






3. M1A2 Abrams (สหรัฐอเมริกา)

น้ำหนัก: 62.1 ตัน
อาวุธ: Rhinemetall L44 (M256) 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 391 กม.
ความเร็ว:67 กม./ชม.




2.Challenger 2 (สหราชอาณาจักร)

น้ำหนัก: 62.5 ตัน
อาวุธ: L30A1 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 450 กม.
ความเร็ว: 59 กม./ชม 






และ...
...


..




...


1. Leopard 2A6

น้ำหนัก: 62.3
อาวุธ: Rhinemetall L55 120 MM. ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว
ระยะการยิง: 550 กม.
ความเร็ว: 72 กม./ชม.




เครดิต :http://games-allworld.forumth.com/t245-topic

10 อันดับเค้กสยองและแปลก!

10 อันดับเค้กสยองและแปลกๆจากทั่วโลก




The Golden Scorpion อันดับที่ 10 ตกเป็นของ The Golden Scorpion สวยมากจริงๆ แต่จะกินก็กินไม่ค่อยลง เพราะสวยหรือเปล่า




The Eye in hand 
อันดับที่ 9 ตกเป็นของ The Eye in hand ถึงจะน่ากลัวแต่สีสันก็น่ากินดีนะ




The Zombie อันดับที่ 8 ตกเป็นของ The Zombie สยองจริงๆ เหมือนขึ้นมาจากหลุมจริงๆเลย




The Kitty Litter อันดับที่ 7 ตกเป็นของ The Kitty Litter จะทำมาทำใม ใครจะกล้ากินนนนนนนนนน ใครดูไม่ออกผมบอกได้เลยว่ามันคือ "ขี้แมว" ฮะ




The EWWWW!! อันดับที่ 6 ตกเป็นของ The EWWWW!! สุดยอดจริงๆใจไม่แข็งอ้วกแน่นอน สยองมาก




The Rich Dragon อันดับที่ 5 ตกเป็นของ The Rich Dragon สวยงามขนาดนนี้กินลงไหมเนี่ย




The Rodent อันดับที่ 4 ตกเป็นของ The Rodent มันตัวอะไรกันเนี่ยยยย เหมือนจริงมาก




The Pooch อันดับที่ 3 ตกเป็นของ The Pooch งานนี้ผมว่าโดนคนรักหมาด่าแน่นอน




The Hannibal Lecter อันดับที่ 2 ตกเป็นของ The Hannibal Lecter สยองขนาดนี้ กล้ากินไหมเนี่ยยย




The Twin Bride อันดับที่ 1 ตกเป็นของ The Twin Bride ทำออกมาเหมือนขนาดนี้ เจ้าบ่าวกล้ากินหรือเปล่านิ 





http://www.ilovetogo.com/Article/29/1949/10-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%86%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81

10 อันดับการประหารสุดซี๊ด


การประหารชีวิตนักโทษ มีมานานนับแต่โบราณ เราลองมาดูกันว่าการประหารชีวิตแบบโบราณนั้นน่ากลัวและสยดสยองกันขนาดไหน คำเตือน : คนขวัญอ่อนระวังสยองกระเพาะ ทำใจขณะรับประทานอาหาร
อันดับที่ 10  Bestiarii


9885.jpg


หมายถึงการส่งนักโทษไปอยู่ในสังเวียนของสิงโตครับ โดยที่นักโทษจะไม่มีอาวุธป้องกันตัวใดๆทั้งสิ้น มีแต่ตัวเปลือยเปล่าอย่างนั้นเลย แล้วก็ผู้ชมก็จะดูการละเล่นไป นักโทษก็จะพยายามกระ***กระสน สู้รัดฟัดเหวี่ยงกับสิงโตหรือสัตว์อื่นๆตามแต่ที่ผู้ คุมหามาให้ แม้ว่าจะสามารถเอาชนะได้หนึ่งตัวอย่างลากเลือด ก็จะมีตัวที่สองและสามโผล่ออกมาไม่หมดไม่สิ้น นอกจากนั้น อาจมีการแสดงโชว์โดยแทนที่จะใช้นักโทษคนเดียว คราวนี้เทกระจาดเอานักโทษมาหมดแล้วก็ปล่อยฝูงสิงโต ออกมางาบอาหารบุฟเฟ่ต์ยาม เย็นจนอิ่มแปล้ไป


อันดับ 9  Colombian Necktie

9886.jpg


เป็นการลงโทษซึ่งนักโทษไม่ทรมานเลย เพราะมันก็คือการเชือดคอหอยดีๆนี่เอง ส่วนวิธีการก็คือ เขาจะจับนักโทษแหงนคอขึ้นแล้วเชือดคอหอยซะ จากนั้นก็จะใช้มือล้วงเข้าไปแล้วดึงลิ้นออกมาให้แลบออกมาที่รอยแผลนั้น ลิ้นก็จะห้อยออกมาสีแดงสดเพราะเลือดย้อย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเรียกว่า เนคไท ยังไงล่ะครับ


อันดับ 8  Brazen Bull

9887.jpg


เป็นการลงโทษสมัยก่อนซึ่งเจ้าคนคิดนี่คงจะแอบจิตอยู่บ้าง เพราะจุดประสงค์การออกแบบนั้นเหมือนเป็นการสนองความต้องการของผู้ประดิษฐ์ เสียเองมากกว่า วิธีการคือ จับเอานักโทษมาใส่ในวัวเทียมที่ทำมาจากเหล็กจากนั้นก็จุดไฟข้างใต้ ความร้อนจะทำให้ข้างในวัวเทียมยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่(นึกถึงไก่อบหม้อดินประมาณ นั้น) เสียงของนักโทษก็จะร้องโหยหวนซึ่งทางออกเดียวของเสียงนั้นคือ ปากของวัวเทียมซึ่งทำเป็นทรงกระบอก เมื่อนักโทษร้องออกมาก็จะได้เสียง ที่มีเอกลักษณ์และคล้ายกับวัวร้อง นั่นคือสาเหตุว่าทำไมถึงประดิษฐ์เป็นรูปวัวครับ ในประวัติศาสตร์มีคนเคยกล่าวถึงความโหดร้ายของเครื่องนี้ถึงขนาดที่ตนต้อง ปิดหูเพื่อจะได้ไม่ยินเสียงความทรมานของนักโทษซึ่งเสียงนั้นเล็ดลอดเพียงปาก ของวัวเทียมเท่านั้น


อันดับ 7  Flaying

9888.jpg


ถ้าแปลตามตัวเลยก็คือการถลกหนังทั้งที่ยังเป็นๆอยู่ครับ โดยผู้ประหารนั้นจะใช้มีดที่คมกริบค่อยๆเลาะหนังออกมาอย่างบรรจงโดยที่หนัง นั้นจะติดเป็นผืนเดียวกัน นักโทษนั้นก็จะค่อยๆตายอย่างช้าจากภาวะน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ หรืออาจจะติดเชื้อ(ถ้านักโทษอยู่นานพอน่ะนะ) แล้วหนังนั้นก็จะถูกนำไปแขวน ไว้กับผนังประจานไว้เพื่อแสดงถึงใครที่คิดแข็ง ข้อต่ออำนาจทางการเมือง


อันดับ 6   Scaphism

9889.jpg


เป็นการลงโทษของชาวเปอร์เชียนสมัยโบราณ และมันก็ค่อนข้างจะซับซ้อนหน่อย โดยนักโทษจะถูกจับอดอาหารจนผอมและ ยัดเข้าไปในโพรงของต้นไม้ใหญ่ในสภาพเปลือยเปล่า และถูกมัดให้แขนขายื่นออกมา ข้างนอกโพรงต้นไม้ แล้วจากนั้นผู้คุมก็จะให้อาหารเพียงนมและน้ำผึ้ง ซึ่งจะทำให้นักโทษท้องเสีย และทาน้ำผึ้งไว้ตามมือและเท้าที่ยื่นออกมา เหตุครั้งนี้มีไว้เพื่อล่อแมลงเข้ามาตอมและกัดกินหรือวางไข่สร้างรังโดยที่ นักโทษ ไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนการที่ท้องเสียก็คืออุจจาระจะส่งกลิ่นและกระตุ้น ให้แมลงยิ่งเข้ามาอีก บางทีแมลงพวกนี้ก็จะมากินอุจจาระและวางไข่หรือชอนไชเข้าไปในก้นด้วย สุดท้ายนักโทษจะเกิดแผลเน่าเฟะและตายอย่างช้าๆจากการ ติดเชื้อ


อันดับ 5  กรอกปาก

9890.jpg


อันนี้เป็นการลงโทษแบบหนึ่งครับเกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุเกิดที่เมืองไทยนั้นแหละ สมัยนั้นทหารญี่ปุ่นเข้ามาในไทยและค่อนข้างกดขี่ข่มเหงมากครับ ซึ่งก็มีบทลงโทษสำหรับหัวขโมยเหมือนกัน เช่น ถ้าคนไหนขโมยของกิน ก็จะโดนจับเอาของอันนั้นยัดเข้าปาก หรือบางทีก็จะกรอกน้ำหรือน้ำมันเข้าไปในปาก จนเต็มกระเพาะหรือท้องป่องและ หายใจไม่ออก บางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องจากเกิดภาวะน้ำมาก เกินในร่างกาย แต่ก็มีบางคนที่ไม่ตายก็มีครับ ซึ่งทหารก็จะใช้วิธีเอาออกมา หรือก็คือจะใช้เท้าเหยียบเข้าที่ท้องของหัวขโมยคนนั้นและก็อ้วกออกมา ซึ่งยังไงก็ตายครับ


อันดับ 4  Breaking wheel

9891.jpg


อันนี้มีวิธีการลงโทษอยู่สองแบบครับ แบบ Indoor กับ Outdoor(หมายถึงทำในที่บ้านกับที่โล่งแจ้ง) โดยแบบแรกคือการตรึงนักโทษไว้บนล้อเกวียนจากนั้นก็ทำ การหมุนครับ เพียงแต่ว่าตรงพื้นข้างล่างนั้นจะเป็นซี่เหล็กแหลมนั บไม่ถ้วนขูดกรีดผิวหนัง และใบหน้าของนักโทษเมื่อผู้คุมหมุนซี่เกวียน และผู้คุมก็จะปรับระดับลดความสูงลงมาอีก ทำให้ขูดลึกกว่าเดิม และทำเช่นนี้จนกระทั่งนักโทษตาย อีกแบบนึงคือตรึงไว้กับซี่ล้อเกวียนครับ แล้วก็จับผึ่งตากแดดอดอาหารจนตาย หรือบางครั้งก็มีอีแร้งมาทึ้งกินเหมือนกัน


อันดับ 3  Ling Chi Ling chi

9892.jpg


คือการลงโทษของคนจีนครับ โดยการจับนักโทษมาแล้วก็เริ่มสับอวัยวะออกทีละชิ้นทีละชิ้น เริ่มจากปลายสุดก่อน แล้วไปส่วนอื่นๆซึ่งทำให้นักโทษตายช้าที่สุดแล้วจากนั้น จึงเริ่มสับที่คอของนักโทษและควักหัวใจออกมา


อันดับ 2  Sawing

9893.jpg

แปลตรงตัวครับ คือการเลื่อยอย่างช้าๆจนกว่าตัวจะขาดเป็นสองท่อน (ตามรูปนี้ไม่ใช่นะครับ) โดยจับนักโทษแขวนห้อยหัวไว้ แหกขาออกแล้วเอาเลื่อยมาวางพาดไว้ที่หว่างขา แล้วก็ทำการเลื่อยครับ คิดดูว่ากว่าจะตายนี่ ทรมานขนาดไหน


อันดับ 1  Hanging Drawing and Quartering

9896.jpg


มันคือการประหารสามครั้งโดย ที่นักโทษยังมีชีวิตอยู่(ยกเว้นอันที่สามที่เขาคงตายแล้วล่ะ)นั่นประกอบไป ด้วยการแขวนคอ โดยที่ผู้คุมจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนักโทษถูกจับแขวนคอนั้นไม่ใช่การกระตุกจนต้นคอหักตายนะครับ แต่เป็นการรัดคอจนกระทั่งใกล้จะหมดลมหายใจตาย ผู้คุมก็จะปล่อยตัว จากนั้นก็ลากนักโทษไปวางบนเขียงต่อหน้าประชาชี แล้วผู้คุมเบอร์ 2 ก็ทำหน้าที่ชำแหละควักเอาตับไตไส้พุงออกมาให้นักโทษคนนั้นดูต่อหน้าแม้ว่า สติจะเลอะเลือนบ้างก็ตาม ถ้าเป็นผู้ชายก็จะโดนตอนแล้วเอามาให้ดูด้วยซึ่งผู้คุมก็จะเริ่มการจุดไฟเผา เครื่องในเหล่านั้น ทั้งหมดนี้ทำในเวลาอันรวดเร็วและทำต่อหน้านักโทษคนนั้นซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ และหายใจอย่างรวยริน เมื่อนักโทษตาย หรือ อาจจะยังไม่ตาย ก็จะตัดหัวและตัวแยกเป็น4ส่วนครับ นั่นคือการลงโทษแบบ 3 in 1  


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

10 อันดับบ้านที่แพงที่สุดในโลก

อันดับที่ 10

 
Dracula ‘s Castle, โรมาเนียราคา — $ 135,000,000
200 ฟุตสร้างขึ้นบนหินสูง 57 มีปราสาทเชิญห้องลานและทางเดินใต้ดิน ว่ากันว่า Prince Vlad Impaler, ขุนพลรุนแรงที่แรงบันดาลใจของ Bram กรรมกรคุมเตา”อักขระ Dracula”อาศัยอยู่ในปราสาทนี้สำหรับหนึ่งคืนใน 1400s bit ขุดลึกลงมาแล้วที่ปราสาทรำเชื่อว่าเป็นตัวเดิมเป็นที่มั่นโดย Knights ในภาษาของชนชาติทยู — ท็อน 1212 จาก 1920-1948, ปราสาทเป็นที่พำนักของพระราชวงศ์ ปัจจุบันปราสาทประวัติศาสตร์เป็นปฏิบัติการเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะยุคกลางและ ประมาณ 450,000 คนเข้าชมปราสาททุกปี และใช่จะจำไว้ว่าคุณจะได้รับการต้อนรับจากค้างคาวบินรอบเครื่องป้องกันช่วง พลบค่ำ

อันดับที่ 9

Updown ศาล Windlesham, Surrey ราคา — $ 139,000,000
สร้างบนที่ดิน 58 เอเคอร์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมากเกินไปของ Windlesham นี้โครงสร้างใหญ่คุณสมบัติ 103 ห้องพร้อมทุกอย่างที่สามารถอธิบายความงดงามและความร่ำรวยให้แกน ศาลตอนบนของตัวเมืองเสนอ alley โบว์ลิ่งและโรงภาพยนตร์ส่วนตัวเพื่อการพักผ่อนของคุณม้าถ้าคุณรักม้าและ สควอชและสนามเทนนิสเพื่อตีภาพบางเมื่อคุณต้องการผ่อนคลาย นอกจากนี้ถนนรถแล่นหินอ่อนอุ่นคุณรอกันทุกเช้ามีที่จอดรถขนาดใหญ่พอที่จะรอง รับแปดลีมูซีน

อันดับที่ 8


“The Manor,”Los Angeles — ราคา $ 150,000,000
นี้คฤหาสน์คฤหาสน์สไตล์ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปี 1991 มี 5,248 ตารางเมตรของพื้นที่มากกว่า 4.6 ไร่และยังเป็นบ้านส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดใน Los Angeles County บ้านสะกดหลักตั้งอยู่ที่ปลายถนนรถแล่นนานและมีการป้องกันโดยระบบรักษาความ ปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราอื่น ๆ รวมถึงซอยโบว์ลิ่ง, ห้องห่อของขวัญ, เงินห้องควบคุมความชื้นเก็บสนามเทนนิสสองสระว่ายน้ำ, ร้านตัดผมและร้านเสริมสวยในห้องใต้หลังคาสปาสวน Century – style 18 สวนบนดาดฟ้า, และสวนส้มที่จอดรถกว่า 100 คัน ห้องตรวจยังเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ฉายปรากฏจากชั้นที่คลิกปุ่มเป็นสีปก หน้าต่าง


อันดับที่ 7



“The Pinnacle”Montana ราคา — $ 155,000,000
นี้หรูหราสกียื่นเพื่อเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในสกีเอกชน billionaires เท่านั้นและชุมชนกอล์ฟ”Yellowstone Club . โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นบ้านของเจ้าของกลุ่มยอดนี้ Tim และ Edra Blixseth ในขณะที่ไม่ถือว่าใหญ่เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในรายการมีเพียง 10 ห้องนอนนี้บ้านนี้จะมีพื้นอุ่นตลอดบ้านที่ทอดยาวตลอดทางที่ถนนรถแล่นอุ่น เป็น fireplaces ในห้องน้ำทุกตู้เก็บไวน์ขนาดใหญ่ในร่ม / ห้องสระว่ายน้ำกลางแจ้งห้องยิมและนวด



อันดับที่ 6


Franchuk Villa, Kensington ราคา — $ 161,000,000
นี้คุณสมบัติหกเรื่อง Belgravia, ใจกลางกรุงลอนดอนมีเพดาน 20 ฟุต fixtures หรูหราและกว่า 21,000 ตารางฟุตของพื้นที่ใช้สอย พร้อมกับลูกอมสะกดของคฤหาสน์ Holmby Hills นี้ปูนปั้นสีขาว – fronted บ้านเลขที่ 10 Belgrave Square, เป็นของนักพัฒนา Musa เลบานอน Salem, ขณะนี้บ้านที่แพงที่สุดในตลาดโลก นาย Salem ซื้อทรัพย์สินนี้หลายปีหลังที่เช่ายาวจาก Grosvenor Estate, กับเงื่อนไขการคืนค่าบ้านให้เกียรติวิคตอเรียเต็ม สิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินไปรวมถึงสระว่ายน้ำในร่มในใต้ดินห้องยิมละครบ้าน, ห้องจอดรถบ้านข่าวและอีกมากมาย

อันดับที่ 5

Hearst แมนชั่น, Beverly Hills ราคา — $ 165,000,000
คฤหาสน์อันทรงเกียรตินี้ Beverly Hills ซึ่งเป็นครั้งแรกของผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์บาท William Randolph Hearst มี 6 หอพักแยก 3 สระว่ายน้ำแปด fireplaces, สนามเทนนิสไนท์คลับและ 29 ห้องนอนกระจายทั่วกว่า 6 ไร่ที่ดิน Beverly Hills ชื่อเสียงรอนเรียก Platinum Triangle บ้านรู้จักประเทศถูกซื้อแล้วโดยทนายความและนักลงทุน Leonard Ross ในปี 1976 ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต”. “ซื้อนี้จะทำให้คุณเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และนอกจากนั้นคุณจะกลายเป็นประตูถัดไปเพื่อนบ้านไป Amazon CEO, Jeff Bezos รวมถึง Tom Cruise Katie Holmes และและ David และ Victoria Beckham

 อันดับที่ 4

Fairfield บ่อ, The Hamptons ราคา — $ 170,000,000
Fair Field, Ira Rennert Estate, ชื่อหลังจาก Fairfield บ่อซึ่งอยู่ติดกับทรัพย์สิน 63 ไร่ตั้งอยู่ที่บ้านหลักประกอบด้วย 66,000 ตารางฟุตมี outbuildings เพิ่มเติมนำพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 100,000 ตารางฟุต Italianate ในการออกแบบมี 29 ห้องนอน, 39 ห้องน้ำ, สนามสควอชและเทนนิสและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อีกมากมาย


อันดับที่ 3

 most expensive house the penthouse Top 10 Most Expensive Houses in the World
Penthouse, London — ราคา 200 ล้านเหรียญ
ft / แพงที่สุดในโลกแบบที่ £ 6,000 ต่อตารางนั่งบนยอด 82 ห้องอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งที่อยู่ Hyde Park รักษาโดย SAS โดยมีคุณสมบัติพิเศษเช่นห้องตกใจหน้าต่างที่ปืนเล็กยิน, เครื่องสแกนม่านตาและแม้อุโมงค์ลับที่ใกล้เคียง Mandarin Hotel, apartment เป็นที่ใหญ่ที่สุดของทุกแฟลตหรูหราใน ambitious One Hyde Park อาคารแห่งนี้ชุมชนสปาสนามสควอชและแม้แต่ห้องชิมไวน์! นี้พาร์ทเมนต์หรูหราจะมีบริการห้องพักตลอด 24 ชั่วโมงแม้ว่าชั้นเพื่อเพดานตู้เย็น



อันดับที่ 2

 most expensive house villa leopolda Top 10 Most Expensive Houses in the World
Villa Leopolda, Cote D’ Azur, France — ราคา $ 506,000,000
ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส Riviera และสร้างขึ้น 29,000 ตารางฟุตของพื้นที่ภายในที่จะเปิดให้สนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างสวยงามและสระ ว่ายน้ำก็ยังมี 11 ห้องนอน 14 ห้องน้ำ วิลล่าไม่เป็นที่รู้จักเท่านั้นที่จะมีวิวทะเลที่ดีที่สุดในตอนใต้ของ ฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังอยู่บน 10 ไร่บริสุทธิ์บริเวณที่ทำงานขวาลงไปรีสอร์ทของ Villefranche ตัวเดิมสำหรับ mistresses กษัตริย์เลโอโพลด์ Belgian ของบ้านนี้ได้รับการ den ของภาพขนาดใหญ่เช่นธนาคารเจ้าสัวปลาย Edmund Safra, Microsoft Bill Gates ก่อตั้งและผู้ประกอบการ Fiat Gianni Agnelli


อันดับที่ 1
  Top 10 Most Expensive Houses in the World
Antilla, Mumbai — ราคา 1 พันล้านดอลลาร์
บ้าน ambani 1 แผ่นเยี่ยม Gizmo เติม, ชื่อ”Antilla”เป็นเรื่องราว 27, 40,000 sq ft อาคาร / ที่เป็นของหัวหน้าปิโตรเคมียักษ์ Mumbai – based Reliance Industries อาคารจะยืนสูง 570 ฟุตเหนือพื้นดินและจะมีตารางฟุต 400,000 พื้นที่ภายใน บ้านมีหกเรื่องของที่จอดรถคนเดียวหลังจากที่อยู่อาศัยกับเก้าลิฟต์และ พื้นที่ของห้องนั่งเล่นและการเริ่มต้น แก้วส่วนใหญ่ก็มีเจ้าหน้าที่ของข้าราชการ 600 แต่ในอัตรานี้บ้านใหญ่โตกำลังจะออก blinged เราจะไม่แปลกใจได้ถ้าจำนวนเพิ่มขึ้นสองร้อยขึ้น

ที่มา :http://www.xn--12c1bij4d1a0fza6gi5c.com/10-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html