Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 ภาพที่คุณไม่มีวันจะได้เห็นถ้าไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วย

                คราวนี้ผมจะพามาดูอันดับของสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น

10 ภาพ ต่อไปนี้เป็นภาพที่มาจากกล้องจุลทรรศน์ซึ่งเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างเราจะพบเห็นอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่กระนั้นเราไม่ได้สังเกตชัดๆ หรือมองอย่างทะลุทุกรูขุมขนว่ารูปร่างแท้จริงมันเป็นอย่างไร

10. SP Protophormia (ตัวอ่อนแมลงวันหัวเขียว)
                
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ของตัวอ่อนแมลงวันหัวเขียว(SP Protophormia) ที่มีเขี้ยวและฟันเล็กๆ ใหญ่ยาวยื่นจากปากของมัน ซึ่งเขี้ยวนี้สามารถซอนไซเข้าไปตามเนื้อเยื่อของคนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นมันยังมีตาขอหนึ่งคู่ หากมองด้วยตาเปล่าที่ตัวอ่อนนี้จะไม่เห็นฟันดังกล่าวได้ชัดเพราะมันมีขนาด ความยาวแค่ 10-14 มิลลิเมตรเท่านั้น และมีสีเทาปนเหลือง
(รู้ไปก็เท่านั้น    แมลงวันหัวเขียวมีรูปร่างคล้ายแมลงวันบ้านแต่มีลำตัวขนาดใหญ่กว่าแมลงวันบ้าน โดยมี ลักษณะเด่นคือลำตัวส่วนอกและท้องมีความมันวาวสะท้อนแสงสีเขียว ทำให้คนเรียกแมลงวันชนิดนี้ว่าแมลงวันหัวเขียวทั้งๆที่ส่วนเขียวเป็นส่วนอก และท้อง นอกจากนี้สีของแมลงวันหัวเขียวมีความแตกต่างกันไปในแมลงวันหัวเขียวแต่ละ ชนิดนอกจากจะมีแต่สีเขียว เช่น สีน้ำเงิน ม่วง ทองแดง)

9. Cat fleas(หมัดแมว)
  
ภาพหมัดแมวจากกล้องจุลทรรศน์ หมัดจัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในไฟลัมอาร์โธรพอด เป็น แมลงที่ไม่มีปีกขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดความยาวตลอดลำตัวราว 2-2.5 มิลลิเมตร ลำตัวด้านข้างแบน มีขาคู่หลังยาวใช้สำหรับการกระโดด ลำตัวเป็นปล้อง และมีหัวขนาดใหญ่ หมัดถือได้ว่าเป็นปรสิตสำหรับคน และสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมัดแมวเป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกของหมัด
(รู้ไปก็เท่านั้น หมัดเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้มนุษย์เกิดอาการภูมิแพ้)

8. pubic lice (เหาโลน)
  
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์สแกนอิเล็กตอน ที่หัวของเหาโลน ซึ่งโลนเป็นแมลงเป็นแมลงตัวเล็กๆแบบเดียวกับเหา รูปร่างเหมือนปูทะเล อาศัยอยู่บนขน เช่น ขนหน้าอก ขนรักแร้ คิ้ว ขนตา โลนจะวางไข่ที่โคนขน ประมาณ 8-9 วันจึงจะฟักตัว หรืออาจถึง17วัน โลนกินเลือดคนเพื่อดำรงชีวิต โลนสามารถอาศัยห่างจากร่างกายคนได้ 24-48 ชั่วโมง เช่นบนที่นอน
(รู้ไปก็เท่านั้น บริเวณ ที่ตัวโลนชอบอาศัยอยู่คือขนเพชรบริเวณขนองคชาต และสามารถติดต่อโดยการร่วมเพศ หรือใช้เครื่องสุขภัณฑ์ในห้องส้วมหรือใช้เสื้อผ้าร่วมกัน พบมากในวัยรุ่น โลนจัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10 ฟอง ต่อวันทุกวัน ได้นานนับเดือน จนกว่ามันจะตาย ไข่ของมันจะถูกติดแน่นอยู่บนขนหรือผมของเหยื่อ ที่บริเวณใกล้ๆ กับผิวหนัง เพื่อให้มีอุณหภูมิเหมาะสมในการจะฟักไข่เป็นตัว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 6-10 วัน ไข่ของมันจะติดแน่นกับผมขนมากด้วยสาร Chitin ยากที่จะแกะเอาออกได้ และไข่ของมันจะสามารถทนมีชีวิตอยู่ไกลจากผิวของมนุษย์ ได้นานถึง 10 วัน)

7. Stellatarum Macroglossum (ปลายลิ้นนกฮัมมิ่งเบิร์ด)

ภาพจากปลายลิ้น(งวง)ของนก hawkmoth นกที่เล็กที่สุดในโลก  โดย มันกางปีกสูงสุดเพียงแค่ 40-45 มิลลิเมตรรูปร่างคล้ายนกฮัมมิ่งเบิร์ดผึ้ง โดยงวงของมันใช้ดูน้ำหวานจากดอกไม้ ชอบบินในอากาศที่สดใสยามเช้า เนื่องจากสายตาของมันมีความสามารถรับรู้สีสันได้ โดยนกชนิดดังกล่าวกระจายตัวในโลกเก่าจากโปรตุเกสไปยังญี่ปุ่น ในภูมิอากาศอบอุ่น(ภาคใต้ของทวีปยุโรปทวีปแอฟริกา)
(รู้ไปก็เท่านั้น นกฮัมมิ่งเบิร์ดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่บินถอยหลังได้ และมันมีงอยปากแหลมยาวประมาณ 2 เท่า ของขนาดกะโหลกศีรษะ)

6. Tardigrade, aka "Water Bear" (หมีน้ำ)
 
ภาพหมีน้ำเกาะตะไคร่น้ำ ซึ่งหมีน้ำนั้นเป็นสัตว์ที่ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล่องจุลทรรศน์มองเท่านั้น เป็นสัตว์ในไฟลัมทาร์ดิกราดา (Phylum Tardigrada) โดยทั่วไปร่างกายมักแบ่งเป็น 5 ปล้อง เป็นหัว 1 ปล้องและลำตัว 4 ปล้อง แต่ละปล้องลำตัวมีขา 1คู่ ดังนั้นจึงมีขาทั้งหมด 4 คู่ ปลายขามีกรงเล็บหรือแผ่นดูดเกาะ ขนาดลำตัวอาจเล็กถึง 0.05 มิลลิเมตรในระยะตัวอ่อนและบางชนิดอาจมีลำตัวยาวถึง 1.5 มิลลิเมตรในระยะตัวเต็มวัย ถิ่นที่อยู่อาศัยพบได้ทั้งบนบก ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำร้อน ขั้วโลก ทะเลทราย ในมหาสมุทร ป่าหรือว่าในสวนหลังบ้านของคุณ  หากที่แห่งนั้นมีน้ำหรือความชื้น
(รู้ไปก็เท่านั้น หมีน้ำถือ ได้ว่าเป็นสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก มันสามารถอยู่ได้ 10 วันในพื้นที่สุญญากาศ หรือมีชีวิตอยู่ได้นานทศวรรษในที่ไม่มีน้ำ สามารถอยู่ในอุณหภูมิหนาวเย็นติดลบเกินศูนย์องศาหรือร้อนเกินกว่า 300 องศาฟาเรนไฮด์ได้)


5. Meal mite (ไรฝุ่น)
 
ภาพไรฝุ่นในเส้นใยฝ้า ไรฝุ่นนั้นเป็นแมลงสัตว์ที่มีขนาดเล็กมาจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพราะมีขนาดเพียง 0.3 มิลลิเมตร เป็นสัตว์จำพวกแมลงแต่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุม เห็บ หมัด และ มีขา 8 ขา มีหลายพันธุ์ พบเห็นได้ที่เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยอย่างโซฟาและพรมปูพื้นจนเรียกได้ว่าเป็น เพื่อนที่ใกล้ชิดเราก็ว่าได้ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และโรคหอบหืด
(รู้ ไปก็เท่านั้น ตัวไรฝุ่นนั้นส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย แต่อุจจาระและศพของพวกมันต่างหากที่ทำให้เกิดอาการแพ้แก่คน และ อาหารของตัวไรฝุ่น คือ เซลล์ผิวหนังของคนและสัตว์เลี้ยงที่หลุดลอกออกมา ผิวหนังของคนนั้นโดยทั่วไปจะหลุดลอกวันละประมาณ 1.5 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอที่จะเลี้ยงตัวไรฝุ่นให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีโดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่น 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็มๆ)

4. water flea (ไรน้ำ)
 
ภาพถ่ายรับรางวัล 2009 Olympus BioScapes Digital Imaging Competition ซึ่ง เป็นรายการแข่งขันภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์ระดับโลก ที่ที่ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวนี้คือไรน้ำ สังเกตที่รูปว่ามีจุดเลือดสีฟ้านั้นก็คือนิวเคลียร์ในเซลล์ของไรน้ำ ภาพนี้ได้รางวัลชนะเลิศจาก 2000 ภาพ โดยให้เหตุผลว่ามันมีความงามและเต็มไปด้วยเทคนิค ส่วนใครอยากรู้ว่าภาพไหนได้รับรางวัลบ้างนั้นสามารถไปดูเว็บข้างล่าง
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1229576/Under-microscope-Glowing-alien-like-flea-takes-photography-prize.html
 (รู้ ไปก็เท่านั้น ไรน้ำเป็นสัตว์ที่พบเห็นโดยทั่วไป มักอยู่ในน้ำจืด มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.1 มม. แบะ 3 มม. มักนิยมเพาะเลี้ยงทำเป็นอาหารปลา มีลักษณะเหมือนกุ้งตัวใส มีหลายชนิดกินสาหร่ายและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร)

3. Chicken Embryo (ตัวอ่อนไก่)
  
http://asia.cnet.com/photogallery/0,3800005208,62048872,00.htm
ภาพถ่ายชนะเลิศการแข่งขัน Nikon's photomicroscopy contest ซึ่ง เป็นงานประจำปีที่ส่งภาพจากกล้องจุลทรรศน์มาประกวด โดยภาพนี้เป็นภาพที่ดีที่สุดในการจัดงานนี้มากตั้งแต่ปี 1974 ในจำนวน 2000 ภาพที่เข้ามาประกวดจากทั่วโลกและใช้คะแนนจากการโหวตของผู้ชม โดยภาพนี้เป็นภาพถ่าย 6 เท่าของตัวอ่อนของไก่ โดยโทมัส(Tomas Pais de Azevedo of Lisbon)จากลิสบอน โปรตุโกส
(รู้ไปก็เท่านั้น Embryo มาจากภาษากรีกแปลว่า แปลว่า สิ่งที่เติบโต))

              
               2.  Your Tooth (ฟันคุณเอง !)
                 
                ภาพแสกนจากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอนของพื้นผิวฟันสีเหลือง ฟันเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในช่องปากของคนและสัตว์ฟันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในระบบย่อยอาหาร หน้าที่หลักของฟันคือ ฉีก บด อาหารให้คลุกเคล้ากับน้ำลาย และนอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการพูดออกเสียงด้วย ฟัน ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ และมีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ ดังนั้นจึงควรให้ความใส่ใจดูแลและรักษาอยู่เสมอ ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน หรือทุกครั้งหลังอาหาร เพื่อกำจัดเศษอาหาร และ คราบจุลินทรีย์ และควรพบทันตแพทย์เพื่อ ตรวจเช็คสภาพฟันทุกๆ 6 เดือน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ฟันมีสีเหลืองเนื่องจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ การสูบบุหรี่ รวมถึงแปรงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล
                (รู้ไปก็เท่านั้น โรคฟันผุ เป็นโรคท๊อปฮิตของคนไข้ที่มาพบทันตแพทย์ ต้นเหตุโรคคือแบคทีเรียชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งติดต่อได้ทางน้ำลาย)


1. Jimmy Dean Sausage (ไส้กรอกติดมัน)
  
                จิมมี่ ดีน(1928-2010)เป็นชื่อนักร้องอเมริกัน แต่กระนั้นสิ่งที่เขามีชื่อเสียงมากที่สุดไม่ใช่เพลงหากแต่เป็นยี่ห้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอกจิมมี่ ดีน ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1969 โดยผลิตภัณฑ์ไส้กรอกนี้ค่อนข้างนิยมในอเมริกา
ภาพที่เห็นต่อไปนี้มาจากเว็บ
http://www.naturalnews.com/PhotoTour_Mystery_Meat_8.html
โดย เว็บดังกล่าวไม่รู้คนทำว่างจัดหรือเปล่า เขาได้ซูมกันเล่นๆ ว่าหากเอากล้องจุลทรรศน์ธรรมดาทั่วไปไปส่องดูเนื้อไส้กรอกที่เรากินทุกวัน แล้วมันจะมีหน้าตาเป็นยังไง และนี้คือหนึ่งในภาพในเว็บนั้นซึ่งภาพที่ส่องเป็นผลิตภัณฑ์ไส้กรอกติดมันของ จิมมี่ ดีน
  

ภาพขนาด 1x ไส้กรอกหมูที่ถูกตัดขวาง
   

ภาพขนาด 2x ที่เริ่มเห็นรายละเอียดของไขมันและเนื้อเหนียวของไส้กรอก ซึ่งเราสามารถพบเห็นหากคุณมองอย่างใกล้ชิด
  

ภาพขนาด 3x เริ่มแสดงรายละเอียดของพื้นผิวไขมันของไส้กรอก


ภาพขนาด 4x แสดงให้เห็นการปรากฏตัวท่อเนื้อคอลลาเจน(ที่เหมือนกระดาษใส) ในเนื้ออย่างชัดเจน และเส้นไขมันที่แทรกในเนื้อ



วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของโลก จริงหรือลวงโลก!!!

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ชาติได้อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่บินได้ รวมถึงการไปถึงนอกอวกาศ

เมื่อ30ว่าปีที่แล้ว การลงจอดบนดวงจันทร์ของ อพอลโล 11 ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) มีการกล่าวอ้างว่าการถ่ายภาพ ไม่ได้กระทำบนดวงจันทร์ แต่ได้ถ่ายทำขึ้นในสตูดิโอภาพยนตร์บนโลก โดยความคิดนี้ได้เริ่มเป็นที่พูดคุย หลังจากภาพยนตร์เรื่อง แคปริคอร์นวัน (Capricorn One) ได้ออกฉาย ซึ่งในภาพยนตร์แสดงถึงองค์การนาซาได้หลอกชาวโลก โดยการสร้างภาพการลงจอดยานที่ดาวอังคาร

อย่างไรก็ตามมีข้อพิสูจน์หลายอย่างว่า ถึงแม้ว่าการสำรวจอวกาศของอพอลโล 11 จะเป็นเรื่องจริง แต่ภาพถ่ายของ นีล อาร์มสตรอง ถูกถ่ายทำขึ้นบนโลก โดยตามความคิดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่า นีล อาร์มสตรองจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ภาพถ่ายนี่จะออกมาต่อสื่อมวลชนเพื่อสร้างข่าวลือของความสำเร็จของสหรัฐอเมริกา






อพอลโล่ 11


ทำไมถึงเชื่อว่ามีการสร้างภาพ อเมริกาจะได้อะไรบ้าง ?




1. เป็นจุดสนใจทั่วโลกส่งผลให้ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของโลกในทางด้านเทคโนโลยีรวมทั้งอาวุธต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ได้นำออกมาแก่สื่อมวลชน และได้รับชัยชนะเหนือ สหภาพโซเวียต





2. เบี่ยงเบนความสนใจ ของเรื่องสงครามเวียดนาม โดย เบี่ยงเบนความสนใจของชาวโลก เรื่องของการโจมตีประเทศเวียดนาม เพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์




3. การสำรวจอวกาศเหมือนที่โซเวียตได้ทำก่อนหน้านี้ ทางสหรัฐสามารถทำได้เช่นกัน แต่การถ่ายทำในสตูดิโอและสร้างข่าวลือ สามารถส่งผลที่ให้เกิดชัยชนะได้แน่นอนและลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง ส่งผลให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในช่วงเวลาต่อมา





4. รวบรวมเงิน ซึ่งนาซาได้รวบรวมเงินประมาณ 60,000 ล้านบาทในขณะนั้น (30 billion dollars) สำหรับโครงการสำรวจดวงจันทร์ โดยการสร้างแรงจูงใจให้ชาวสหรัฐอเมริกาและองค์กรต่าง ๆ บริจาคเงินจำนวนมหาศาลได้ โดยเงินสามารถนำมาใช้สำหรับสงครามเวียดนามได้โดยไม่มีข้อสงสัย








เรามาฟังคำอธิบายที่คัดค้านบ้างว่าทำไมถึงเป็นเรื่องลวงโลก








1. ดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศครอบคลุม ไม่เหมือนกับโลก ปกติต้องเห็นดวงดาวชัดเจน แต่กลับมืดไปหมดไม่เห็นอะไรเลย (ถูกคัดค้านว่าถ่ายตอนกลางวัน มีแสงอาทิคย์ส่อง ถ้าถ่ายตอนกลางคืนจะไม่ได้ภาพที่ดีแบบนี้ ต้องใช้รูแสงเล็กและชัดเตอร์ความเร็วสูงมาก)










2. แล้วทำไมเงาถึงทอดยาวหลายครั้งที่ไม่ได้อยู่ที่เดิม มันมาจากแสงสปอตไลท์หรือเปล่า สีและแสงเงาภายในภาพผิดเพี้ยน เงาจากดวงจันทร์ ไม่ควรจะมีมุมเดียวกับเงาของวัตถุบนพื้นโลก (ถูกคัดค้านว่าอยู่ในหลุมเนินเขาบ้าง ภูมิประเทศแตกต่างกัน ปม้จะแตกต่างเพียงเล็กน้อย (ถ้างั้นเงาก็ต้องแฉกออกสองทางถ้าแสงมาจากหลายมุมจริงวัตถุใกล้กันต้องให้มากกว่าหนึ่งเงา แต่นี่มันเงาเดียวเลย))









3. รายละเอียดชัดเจนมาก ทั้งที่มันมีมุมอับแสงหรือมัวในความมืด ลืมไปแล้วหรือครับ บรรยากาศน่ะมันไม่มีอากาศ ไม่มีแม้กระทั้งที่จะให้เสียงเดินทางผ่านได้ ใครดูหนังพวกสตาร์วอยิงกันระเบิดเสียงดัง นั่นไม่เป็นความจริงครับ (ถูกคัดค้านว่า ดวงจันทร์มีแต่ฝุ่นละอองที่สะท้อนแสงไปทุกแห่ง แสงสว่างจะส่องสว่างมากกว่าปกติเมื่อไม่มีชั้นบรรยากาศปกคลุม)








4. อพอลโล่ 11 เป็นยานที่ลงจอดได้แนบสนิทที่สุดในโลก ไร้ฝุ่นติดยาน ไร้สารตกค้าง น้ำหนักยานมากกว่า 10 ตัน อยู่บนพื้นเฉยๆ ไม่มีรอยไอพ่นเป่าหรือพื้นยุบตัวบ้างเลย (ถูกคัดค้านว่าจรดมีแรงขับเคลื่อนที่มากถึง 10,500 ปอนด์ และการหาพื่นที่เหมาะสมในการลงจอดนั้นไม่ง่ายเลย ต้องใช้ความเร็วต่ำจนไถลไปในแนวร่อน ที่ยานไม่มีฝุ่นเพราะถูกความเร็วเป่าออกจนหมด)










5.  จำนวนภาพถ่ายที่มากจนเกินไป โดยเมื่อนำจำนวนเวลาที่ลงจอดบนดวงจันทร์ เปรียบเทียบกับจำนวนภาพถ่ายทั้งหมด จะได้ว่า ภาพถ่ายถูกถ่ายขึ้นทุก 15 วินาที โดยเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพกล้องในสมัย ปี พ.ศ. 2512 การถ่ายภาพและการเลื่อนฟิล์มทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีต่อ 1 ภาพ (ถูกคัดค้านว่า นักบินอวกาศได้รับการฝึกฝนให้ใช้เครื่องมือการถ่ายภาพเป็นอย่างดี นอกจากนี้อุปกรณ์การถ่ายภาพยังทำให้สามารถถ่ายภาพได้สะดวก ถึงขนาดที่ถ่ายได้สองภาพต่อหนึ่งวินาที ถ้าดูภาพที่ถ่ายมาจะพบว่าภาพจำนวนมากถูกถ่ายต่อเนื่องกัน)








6. รอยเท้าของมนุษย์อวกาศประทับได้อย่างชัดเจน แม้ดวงจันทร์จะประกอบไปด้วยหิน ดูยังไงก็ไม่ใช่ฝุ่นทราย แต่ทิ้งรอยเท้าหนักถึงประมาณ 82 กก. บนแรงโน้มถ่วงที่ต่ำแค่ 1ใน6ของโลก (ถูกคัดค้านว่า ฝุ่นบนดวงจันทร์ไม่เหมือนบนโลก มันเป็นการอัดแน่นจนเหมือนปูนแห้งๆ เพราะไม่มีกระบวนการกัดกร่อนด้วย อากาศและน้ำเหมือนบนโลก ที่จะขัดเกลาลบเหลี่ยมของเม็ดทราย สสารของผิวหน้าของมันถึงสามารถคงรูปได้)




อ้างอิง จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87
http://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.world.tht.in/images/Apollo11.jpg&imgrefurl=http://www.world.tht.in/modules.php%3Fname%3DWeb_Board%26file%3Dview%26No%3D230&usg=__UncJE3wsdd9yj0lhWOBUVN-F2nQ=&h=371&w=400&sz=40&hl=th&start=0&sig2=Kkwz28VbbbH_9nvfXskjpA&zoom=1&tbnid=EbA3xnjUVmgJyM:&tbnh=136&tbnw=147&ei=fjYDTrWUOM_PrQfaksiBDg&prev=/search%3Fq%3D%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%26um%3D1%26hl%3Dth%26biw%3D1280%26bih%3D737%26tbm%3Disch&um=1&itbs=1&iact=hc&vpx=856&vpy=64&dur=1350&hovh=216&hovw=233&tx=147&ty=119&page=1&ndsp=24&ved=1t:429,r:4,s:0&biw=1280&bih=737
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081893

ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ไม่ใช่วาติกัน




Sealand

ขนาดพื้นที่อ้างสิทธิ 0.004 km2
ประชากร 5 (2553)
วันสถาปนารัฐ 2 กันยายน พ.ศ. 2510
ประมุข ครอบครัวเบทส์ (โดยมีพระเจ้าชายแพดดี้ รอยด์ เบทส์)
รูปแบบรัฐ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คณาธิปไตย
ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ
สกุลเงิน ซีแลนด์ดอลลาร์ (ผูกค่ากับ ดอลลาร์สหรัฐ)
สัญลักษณ์สกุลเงิน SX$
เมืองหลวง ซีแลนด์
ชาติพันธุ์ ชาวยุโรป, ชาวอเมริกันเหนือ
คำเรียกประชากร
(ภาษาอังกฤษ) Sealander
GDP SX$600,000 (SX$22,200 per capita) [1]
เขตเวลา GMT

  
ภาพที่เห็นอยู่นี่คือประเทศ ซีแลนด์ ครับ ตอนนี้ประเทศซีแลนด์ ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007
โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร
(2,925ล้านบาท - 22,680ล้านบาท) [คิดที่ 45บาท/1 ยูโร ]

ชื่อของป้อมปราการนี้คือ HM Fort Rough เป็นป้อมปราการที่สหราชอาณาจักรสร้างขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างสงครามเคยมีทหารประจำการอยู่ราว 150-300 นาย แต่เมื่อสงครามยุติลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ป้อมปราการแห่งนี้ถูกยึดครองโดยพันตรีแพดดี รอย เบทส์ อดีตนายทหารสื่อสารแห่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร เพื่อใช้ตั้งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงเถื่อน ต่อมาได้ประกาศตัวเป็นอิสระจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2510[3]
ในปี พ.ศ. 2521 ขนะที่เบทส์ไม่ได้อยู่ในซีแลนด์



ประเทศนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของบริเตนไปทางตะวันออก 6 ไมล์ ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ แต่ตอนประกาศมีกันแค่ 4 คนตอนตั้งเป็นประเทศ (มันเล่นเกมพระราชากันหรือเปล่าส่วนประชากรของประเทศนั้นที่สำคัญก็มี เจ้าชายรอย เบทส์ เจ้าหญิงโจน เบทส์ เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารหนึ่งคนกับปืนอีกหนึ่งกระบอก (ผู้คุ้มกันเพียงคนเดียว) เนื่องด้วยสถานภาพพิเศษที่ผู้ปกครองอ้างว่าตนเองเป็นประเทศเอกราชไปโดยปริยาย จึงนำพื้นที่ให้ HavenCo Limited ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเช่า โดยสถานของบริษัทในซีแลนด์ช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและภาษี นอกจากนี้ยังมีการให้ตำแหน่ง Lord, Lady, Baron และ Baroness กับผู้ที่บริจาคเงินสนับสนุนซีแลนด์ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง £6.3



โครงสร้างของมันครับ ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็น 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ




วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาดูเรื่องราวของจอมมารกันดีกว่า

โอ ลูซีเฟอร์เอ๋ย โอรสแห่งรุ่งอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ


นี่คือคำกล่าวในคัมภีร์เก่า อิงมาจากวิกิพีเดีย







อัครเทวทูตองค์นี้ ได้ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากแสงสว่าง และให้ความเอ็นดูเป็นอย่างมาก อาจถือได้ว่า เป็นทูตสวรรค์ที่เป็นใหญ่รองมาจากพระเป็นเจ้า และเป็นอัครเทวทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ทว่า ด้วยความที่นึกว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือทูตสวรรค์ จึงได้กระทำการก่อกบฏหักหลังองค์พระเป็นเจ้า และในที่สุดก็ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ กลายมาเป็น"ปีศาจ"ตามตำนานของชาวฮิบรู โดยที่ลูซิเฟอร์ ได้ถูกยุยงโดยซาตานอีกทีหนึ่ง (ซึ่งทำให้ทราบว่า ตามตำนานฮิบรู ลูซิเฟอร์ และ ซาตานนั้น ไม่ใช่คนเดียวกันแต่อย่างใด) ในพระคัมภีร์ของชาวฮิบรูนั้นได้กล่าวไว้ว่า ซาตานเคยเป็นหนึ่งในอัครเทวทูต มีชื่อว่า Satan-Sataniel หรือ Samael ว่ากันว่าซาตาน ต้องการจะครอบครองทุกสิ่ง มีอำนาจดั่งพระเจ้า จึงได้ยุยง บ้างก็สิงสู่เทพบางองค์ ทำให้กลายมาเป็นเป็นมารร้าย
ตามตำนานของชาวคริสต์ จากคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ได้แปลคำว่า Helel เป็น ลูซิเฟอร์ และได้มีการโยงถึงปีศาจร้ายที่มีร่างเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ที่ลอบเข้ามาในสวนอีเดนและหลอกลวงอาดัม และอีฟ
นักบุญเจอโรมนักพรตในศาสนจักรในยุคกลาง ได้ให้ความเห็นว่า ชื่อ "ลูซิเฟอร์" ไม่ใช่ชื่อที่ดีสำหรับ "ปิศาจ" จึงได้เปลี่ยนมาเป็น "ซาตาน" จนในที่สุด ทั้งสองก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเห็นได้ว่าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในบางครั้งก็จะเรียกลูซิเฟอร์ และในบางครั้งก็จะเรียก ซาตาน
ในตำนานกรีก คำว่า ลูซิเฟอร์ เปรียบได้กับดาววีนัส (ลูซิเฟอร์เป็นชื่อเดิมของดาววีนัส หรือดาวศุกร์) ในบางตำนานของชาวเพแก้น หรือวิคคา กล่าวไว้ว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา พระองค์ทรงให้ความดูแลเอาใจใส่ในตัวมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใด และมากกว่าตัวลูซิเฟอร์เองด้วย ทำให้ลูซิเฟอร์เกิดความรู้สึกน้อยใจและประชดองค์พระเป็นเจ้า โดยการชักนำพรรคพวก ก่อกบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในบางความเชื่อของชาวเพเก้น เชื่อกันว่าลูซิเฟอร์อยู่ในยุโรปและเอเชีย
ในปัจจุบัน ได้มีลัทธิหนึ่งซึ่งนับถือลูซิเฟอร์เยี่ยงพระเจ้า พวกเขาเหล่านั้นเรียกตัวเองว่า นักนิยมลูซิเฟอร์ (Luciferains) ตามชื่อศาสดาของพวกเขา "Lucifer Calaritanus" บิชอปของลัทธิลูซิเฟอร์ กล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่า องค์พระเยซูคริสต์ไม่ใช่บุตรมนุษย์ผู้ที่ถูกเลือก แต่คือลูซิเฟอร์ (เข้าข่ายพวกลัทธิบูชาซาตาน หรือบูชาปีศาจ) ในคัมภีร์ของพวกเขาได้บอกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ "ก่อนการเกิดอัปยศ" หรือ "Before the fall" ซึ่งเล่าเรื่องราวไว้ว่า "เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ลูซิเฟอร์เอ็นดูมนุษย์เป็นอย่างมาก และหลงใหลในความใสซื่อบริสุทธิ์ของมนุษย์ แต่เป็นเพราะว่าการที่มนุษย์นั้นใสซื่อนั่นเอง ทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า" ในคัมภีร์จึงได้บอกไว้ว่า "พระเจ้าได้เสกให้งูมาเพื่อล่อลวงมนุษย์ให้กินผลไม้แห่งปัญญา เมื่อมนุษย์ได้กินเข้าไป จึงได้รู้สึกถึงตัวตนของพระเจ้า จากนั้นพระองค์จึงได้ขับไล่มนุษย์ทั้งสองออกจากสวนอีเดนไป เมื่อลูซิเฟอร์รู้เรื่องเข้าจึงได้โกรธและก่อการกบฏต่อพระเจ้าขึ้น" นี่เป็นอีกเรื่องที่ถูกนำมาเล่า เพื่อใช้โน้มน้าวจิตใจสาวกของลัทธิลูซิเฟอเรี่ยนส์ ซึ่งต่อมาได้ถูกกล่าวกันว่าเป็นลัทธินอกรีต และมีกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งบางคนใช้ยาเสพติด หรือ เสียงเพลงเพื่อกลอมประสาท เพื่อมอมเมาผู้คนให้เข้าร่วมลัทธิ
ลูซิเฟอร์ คือตัวแทนของบาปแห่งความเย่อหยิ่งจองหอง (ภาษาอังกฤษ: Vanity/pride) เพราะลูซิเฟอร์ลำพองว่าตนเองยิ่งใหญ่ และมีอำนาจมากกว่าทูตสวรรค์องค์ใด จึงได้หลงผิดและก่อการกบฏขึ้น ก่อให้เกิดสงครามภายในสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยลูซิเฟอร์ได้ชักจูงเทพ 2 ใน 3 ส่วน จากเทพทั้งหมดบนสวรรค์ (บ้างก็ว่า 3 ใน 5 ส่วน) มาต่อสู้กับกองทัพขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งนำทัพโดยอัครเทวทูตมิคาเอลผลปรากฏว่ากองทัพแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ขับไล่ลูซิเฟอร์ออกจากสวรรค์
ตำนานกล่าวว่า ลูซิเฟอร์นั้นมักจะปรากฏกายในรูปของมังกร หรือ สิงโต และมีผู้รับใช้อันภักดี ชื่อ Satanackia และ Agalierept ที่เปรียบเสมือนแขนทั้งสองข้างของเขา (ตามความเชื่อของพ่อมดแม่มด ตราทั้งสองนี้อันตรายเป็นอย่างมาก



       จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C



      แต่สำหรับความคิดของผมนั้น ไม่เคยคิดบ้างหรือครับว่าพระเจ้าอาจจะเป็นผู้เสเแสร้งทำเป็นดีก็ได้
ลูซิเฟอร์จะไม่เอาไปเปีรยบกับซาตานที่หมายถึงมารร้าย

    ลูซิเฟอร์ตั้งใจจะปลดปล่อยมนุษย์จากการเป็นทาสของพระเจ้ามากกว่า อย่างตำนานของอดัมกับอีฟในสวนอีเดน พระเจ้าได้กักขังมนุษย์รอวันที่จะถูกเชือดเหมือนไก่ไม่มีผิด หรือสัตว์เลี้ยงของเล่นก็ว่าๆกันไป
    พระเจ้าที่แท้จริงนั้นได้ขโมยเอาความดีของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ใส่ร้ายผู้อื่น พยายามทำให้ตัวเองมีศรัทธา
    แต่ไม่มีใครเป็นคนดีได้เต็มร้อยหรอกครับ

 ในโลกนี้น่ะมีแค่ผู้แพ้กับผู้ชนะเท่านั้น ผู้ชนะได้เป็นวีรบุรุษเขียนประวัติศาสตร์ได้ตามใจชอบ ในขณะที่ผู้แพ้ก็ได้เป็นแค่ผู้ร้าย

ฉนั้นจงเป็นแต่เพียงผู้ชนะเท่านั้น








เปิดบล็อกใหม่นะครับ

สวัสดีครับ เพิ่งเปิดบล็อกใหม่ของ Google เป็นครั้งแรก ตอนนี้ผมกำลังศึกษาปุ่มเมนูต่างๆอยู่ ถ้าได้เรื่องเมื่อไร จะหาเรื่องราวดีๆมีสาระ สนุกๆมาลงทุกสัปดาห์นะครับ